วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สรุปบทที่ 9 ระบบสารสนเทศทางการบัญชี

บทที่ 9 ระบบสารสนเทศทางการบัญชี
 การบัญชี
                จากคำจำกัดความข้างต้น สามารถแบ่งประเภทของผู้ใช้สารสนเทศทางการบัญชีได้ 2ประเภท คือ
                ประเภทที่ 1 ผู้ใช้ภายในธุรกิจ ประกอบด้วยผู้ปฏิบัติงานในฝ่ายงานต่าง ๆ
                ประเภทที่ 2 ผู้ใช้ภายนอกของธุรกิจ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางธุรกิจ
1. ความหมาย
                จากแถลงการณ์แนวคิดทางการบัญชีข้อที่ 2 ของเอฟเอเอสบี (FASB, อ้างถึงใน พลพธู ปิยวรรณ และสุภาพร เชิงเอี่ยม,  ที่ระบุไว้ว่า การบัญชี คือ ระบบสารสนเทศระบบหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่เก็บรวบรวม บันทึกและจัดเก็บรายการค้า และเหตุการณ์ทางธุรกิจต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นหลักฐานของสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งมีการนำเสนอสารสนเทศทางการบัญชีที่ใช้ประกอบการตัดสินใจของผู้บริหาร โดยกระบวนการทั่วไปของการจัดทำบัญชีมี 4 ขั้นตอน คือ
                ขั้นตอนที่ 1 การจดบันทึก
                ขั้นตอนที่ 2 การจำแนก
                ขั้นตอนที่ 3 การสรุปผล
                ขั้นตอนที่ 4 การวิเคราะห์และแปลความหมาย
2. การจำแนกประเภท
                2.1 การบัญชีการเงิน คือ การจัดทำบัญชีที่อยู่ภายใต้วัฏจักรทางการเงิน โดยมีการสร้างระบบประมวลผลข้อมูลทางการบัญชีขั้นพื้นฐานของธุรกิจ เริ่มตั้งแต่ การจัดเก็บรวบรวมเอกสารขั้นต้น ซึ่งบรรจุรายการเปลี่ยนแปลงทางการค้า หลังจากนั้นทำการสรุปยอดคงเหลือในงบทดลองก่อนปรับปรุงรายการ เมื่อสิ้นงวดเวลาบัญชี ก็จะดำเนินการปรับปรุงรายการบัญชีบางประเภท หลังจากนั้นจัดทำงบกำไรขาดทุน พร้อมทั้งดำเนินการปิดบัญชีกำไรขาดทุนเข้าบัญชีทุนหรือส่วนของเจ้าของและทำการปรับงบทดลองหลังปิดบัญชี
                2.2 การบัญชีบริหาร คือ การนำข้อมูลบัญชีการเงินมาจัดทำการจัดรูปแบบและประมวลผล เพื่อให้ได้รายงานตามความต้องการของผู้ใช้ โดยส่วนใหญ่ มักอยู่ในรูปแบบรายงานผลการดำเนินงาน ซึ่งใช้วัดประสิทธิภาพการทำงานของแผนกงานต่าง ๆ
3. หลักการบัญชี
                3.1 หลักการดำรงอยู่ของกิจการ วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งกิจการ คือ การแสวงหากำไรจากการลงทุนภายในช่วงเวลาหนึ่ง นอกจากนี้ ในทางบัญชีอาจมีการตัดจ่ายการใช้สินทรัพย์ถาวรให้หมดไปจนสิ้นสุดอายุการใช้งาน
                3.2 หลักความเป็นหน่วยงานของกิจการ ในการบันทึกบัญชีของธุรกิจ ควรแยกออกจากรายการบัญชีส่วนตัวของผู้เป็นเจ้าของธุรกิจ หากเจ้าของธุรกิจนำเงินสดมาลงทุนในกิจการจะต้องบันทึกบัญชีทุน หากเจ้าของธุรกิจเบิกเงินสดขากธุรกิจมาใช้จ่ายส่วนตัว จะต้องบันทึกบัญชีเบิกใช้ส่วนตัว
                3.3 หลักงวดเวลาบัญชี สืบเนื่องจากธุรกิจมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ในการทำบัญชีจึงต้องแบ่งงวดเวลาการดำเนินงานของธุรกิจออกเป็นช่วง ๆ โดยมีระยะเวลาที่เท่ากันในแต่ละงวดเวลาบัญชี เพื่อให้การบันทึกบัญชีสามารถดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ
                3.4 หลักการจำแนกประเภทบัญชี
                                3.4.1 สินทรัพย์ หมายถึง ทรัพยากรที่อยู่ในความควบคุมของธุรกิจและสามารถใช้ไปในอนาคต สินทรัพย์บางชนิดอาจเกิดจากการแลกเปลี่ยนทรัพยากร เช่น การนำเงินสดไปซื้อสินค้า เป็นต้น
                                3.4.2 หนี้สิน หมายถึง ภารพผูกพันในปัจจุบันที่ส่งผลมาจากการกู้ยืมเงินในอดีต ซึ่งมีสัญญาว่าจะมีการชำระหนี้หรือภาระผูกพันนั้นในอนาคต
                                3.4.3 ส่วนของเจ้าของ หมายถึง จำนวนเงินลงทุนในธุรกิจอีกนัยหนึ่ง คือ ส่วนได้เสียคงเหลือในสินทรัพย์ของกิจการภายหลังจากที่มีการหักหนี้สินออกแล้ว
                                3.4.4 รายได้ หมายถึง ราคาสินค้าหรือบริการที่ขายได้ในระหว่างงวดเวลาบัญชี รวมถึงรายการกำไรที่แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ ซึ่งอาจเกิดจากกิจกรรมตามปกติของกิจการหรือไม่ก็ได้
                                3.4.5 ค่าใช้จ่าย หมายถึง ต้นทุนของทรัพยากรที่ใช้ไปในการดำเนินงานของธุรกิจระหว่างงวดเวลาบัญชีรวมถึงรายการขาดทุน ที่แสดงถึงการลดลงของผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ
                3.5 หลักการบัญชีคู่ คือ การบันทึกรายการเปลี่ยนแปลงสองครั้ง หรือการอ้างอิงถึงตัวเลขทางการเงินของรายการค้าถึงสองครั้ง โดยครอบคลุมไปถึง การบันทึกบัญชีในสมุดรายวันและสมุดแยกประเภท ต้องบันทึกตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน-หลังเสมอ
                                3.5.1 ด้านเดบิต คือ การแสดงรายการและจำนวนเงิน ณ ช่องด้านซ้ายมือของบัญชีที่ส่งผลให้ยอดเงินคงเหลือในบัญชีหมวดของสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
                                3.5.2 ด้านเครดิต คือ การแสดงรายการและจำนวนเงิน ณ ช่องด้านขวามือของบัญชีส่งผลให้ยอดเงินคงเหลือในบัญชีหมวดหนี้สิน ส่วนของเจ้าของและรายได้จะเพิ่มขึ้น
                3.6 หลักการใช้หน่วยเงินตรา ใช้เป็นสื่อกลางในการและเปลี่ยนสินค้าหรือบริการและยังใช้เป็นหน่วยวัดราคาอีกด้วย ในประเทศไทยจะใช้หน่วยเงินตราเป็นบาทและสตางค์
                3.7 หลักการใช้หลักฐานอันเที่ยงธรรม หลักฐานนี้ คือ เอกสารขั้นต้น เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบส่งของ ใบกำกับสินค้าจากผู้ขาย เป็นต้น
                3.8 หลักการรับรู้รายได้และค่าใช้จ่าย
                                3.8.1 เกณฑ์เงินสด ซึ่งจะถือว่า รายได้และค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นและบันทึกบัญชีเมื่อมีการรับเงินสดเข้ากิจการหรือจ่ายเงินสดออกจากกิจการ
                                3.8.2 เกณฑ์คงค้าง ซึ่งจะถือว่า รายได้และค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นและบันทึกบัญชีเมื่อมีธุรกรรมเกิดขึ้นแม้ว่าจะไม่มีการรับจ่ายเป็นเงินสด
                                                1. การขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ
                                                2. การจ่ายชำระค่าไฟฟ้าของเดือนมีนาคม แต่จ่ายชำระจริงเดือนเมษายน
                3.9 หลักการจับคู่รายได้และค่าใช้จ่าย โดยมีการนำรายได้ที่เกิดขึ้นของงวดเวลาบัญชีนั้นทั้งหมดหักด้วยค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดรายได้นั้น จึงจะได้ตัวเลขกำไรขาดทุนที่แท้จริง
                3.10 หลักการด้อยค่าของสินทรัพย์ โดยปกติของสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานนานกว่าปีนั้น ควรมีการคิดค่าสึกหรอหรือค่าเสื่อมสภาพจากการใช้สินทรัพย์ภายในงวดเวลาบัญชีนั้น
สารสนเทศทางการบัญชี
1. แนวคิด
                สารสนเทศทางการบัญชี คือ สารสนเทศที่ได้มาจากระบบสารสนเทศทางการบัญชี เช่น งบการเงินและรายงานภาษีมูลค่าเพิ่มที่นำเสนอต่อผู้ใช้งบการเงินและกรมสรรพากร และในส่วนการบัญชีบริหาร คือ รายงานการวิเคราะห์ต้นทุนต่าง ๆ รายงานงบประมาณ สารสนเทศที่ได้รับการประกันความถูกต้องเชื่อถือได้ จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้สารสนเทศ ดังนี้
                1. ช่วยให้ธุรกิจทราบกำไรขาดทุนที่แท้จริงของกิจการ
                2. ช่วยให้ธุรกิจทราบฐานะทางการเงินของกิจการ
                3. ช่วยเป็นเครื่องมือสนับสนุนการหาแหล่งเงินทุนของธุรกิจ
                4. ช่วยเป็นเครื่องมือในการเสียภาษี
                5. ช่วยในการวางแผนธุรกิจ
                6. ช่วยในการปรับปรุงและพัฒนาธุรกิจให้เจริญก้าวหน้า
2. การจำแนกประเภท
                2.1 เอกสารทางการบัญชี คือ หลักฐานซึ่งอยู่ในรูปแบบของเอกสารที่ใช้บันทึกรายการบัญชี
                                2.1.1 เอกสารขั้นต้น คือ เอกสารสำหรับใช้ประกอบการลงบัญชี และการบันทึกรายการเริ่มตั้งแต่การเกิดรายการค้า เพื่อแสดงให้เห็นถึงตัวเลขทางการเงิน
                                2.1.2 สมุดรายวัน หรือสมุดบัญชี คือ เอกสารที่นำมาใช้สำหรับการบันทึกบัญชีในระบบมือ
                                2.1.3 บัญชีแยกประเภท คือ เอกสารที่ได้จากการผ่านรายการบัญชีจากสมุดรายวันทั่วไป โดยมีการจำแนกข้อมูลตามหมวดหมู่บัญชีที่เกี่ยวข้อง
                                2.1.4 งบทดลอง คือ เอกสารที่แสดงยอดคงเหลือในบัญชีทุกบัญชีของบัญชีแยกประเภท
                2.2 รายงานทางการเงิน คือ รายงานซึ่งเป็นผลลัพธ์จากระบบสารสนเทศทางการบัญชีการเงิน
                                2.2.1 งบการเงิน คือ รายงานที่แสดงผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงินหรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของกิจการ ทั้งนี้ สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ได้กำหนดส่วนประกอบที่สมบูรณ์ของงบการเงิน ดังนี้
                                1. งบดุล คือ งบที่ใช้แสดงฐานะการเงินของกิจการ ณ วันใดวันหนึ่ง ได้แก่ สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ
                                2. งบกำไรขาดทุน คือ งบที่แสดงผลการดำเนินงานของธุรกิจสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่งๆ ได้แก่ รายได้และค่าใช้จ่าย
                                3. งบกระแสเงินสด คือ งบที่แสดงการไหลเข้าและไหลออกของกระแสเงินสด
                                4. งบแสดงการเปลี่ยนแปลงในส่วนของเจ้าของ คือ งบที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของรายการบัญชี อยู่ภายใต้หมวดส่วนของเจ้าของในระหว่างต้นงวดบัญชีและปลายงวดบัญชี
                                5. หมายเหตุประกอบงบการเงิน มักประกอบด้วย เกณฑ์การจัดทำงบการเงิน นโยบายการบัญชีที่ธุรกิจเลือกใช้ของแต่ละหัวข้อบัญชี และข้อมูลส่วนอื่น
                                2.2.2 รายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจต้องจัดทำรายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งนำส่งรายงานแก่กรมสรรพากร ภายในระยะเวลาที่กำหนด 3 รูปแบบ ดังนี้ รายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
                2.3 รายงานทางการบริหาร คือ รายงานซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการนำสารสนเทศที่ได้จากงการเงิน มาทำการวิเคราะห์ทางการเงิน เพื่อให้ได้สารสนเทศที่นำมาใช้ตัดสินใจทางการดำเนินงานและการบริหาร
                                2.3.1 รายงานด้านการบัญชีต้นทุน มักเกิดขึ้นในกิจการที่มีการดำเนินการผลิตสินค้า
                                2.3.2 รายงานด้านงบประมาณ มักอาศัยวิธีการพยากรณ์ทางการเงิน
                                2.3.3 รายงานวิเคราะห์งบการเงิน เป็นการออกรายงานทางการเงิน พร้อมกับการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินที่อยู่นความสนใจของผู้บริหาร
กระบวนการทางธุรกิจของระบบสารสนเทศ
1. ระบบประมวลผลธุรกรรม 
                1.1 วัฏจักรรายจ่าย คือ วัฏจักรที่ก่อให้เกิดรายจ่ายของธุรกิจ
                                1. การสั่งซื้อและรับสินค้า
                                2. การควบคุมเจ้าหนี้และเงินสดจ่าย
                                3. การซื้อสินทรัพย์ถาวร
                                4. การจ่ายเงินเดือนพนักงาน
                1.2 วัฏจักรรายได้ คือ วัฏจักรที่ก่อให้เกิดรายรับเข้าธุรกิจ
                                1. การขายและจัดส่งสินค้า
                                2. การแจ้งหนี้และเรียกเก็บเงิน
                                3. การควบคุมลูกหนี้และรับชำระหนี้
                1.3 วัฏจักรการแปลงสภาพ คือ วัฏจักรที่ก่อให้เกิดการรายการแปลงสภาพทรัพยากรวัตถุดิบ ค่าแรงและค่าใช้จ่ายโรงงาน ให้เป็นสินค้าสำเร็จรูปตามคำสั่งผลิตของลูกค้า
                                1. การควบคุมวัตถุดิบและสินค้าคงเหลือ
                                2. การผลิต
                                3. การคำนวณต้นทุนการผลิต
                1.4 วัฏจักรการบริหารจัดการ
                                1. การควบคุมเงินสด
                                2. การควบคุมสินทรัพย์
2. การเชื่อมโยงข้อมูลภายในธุรกิจ 
จำเป็นต้องจัดเตรียมผังบัญชี ดังนี้
                                รหัสบัญชี              1000       หมวดบัญชี           สินทรัพย์
                                                                2000                                       หนี้สิน
                                                                3000                                       ทุน หรือส่วนของเจ้าของ
                                                                4000                                       รายได้
                                                                5000                                       ค่าใช่จ่าย
                ลำดับต่อมา คือ การจัดเตรียมแฟ้มสมุดรายวันทั่วไปและแฟ้มงบประมาณไว้รอรับธุรกรรม ที่ส่งมาจากระบบสารสนเทศอื่น เช่น ณ วันสิ้นเดือน ความสัมพันธ์ของระบบสารสนเทศสามารถอธิบายได้ ดังนี้
                1. ระบบสารสนเทศทางการผลิต จะส่งธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อวัตถุดิบ และการผลิตสินค้า
                2. ระบบสารสนเทศทางการตลาด จะส่งธุรกรรมการขายสินค้าเข้าสู่ระบบ
                3. ระบบสารสนเทศทางการเงิน จะส่งธุรกรรมการรับและจ่ายเงินสด
                4. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ จะส่งธุรกรรมด้านการจ่ายค่าใช่จ่ายต่าง ๆ
                5. ผู้จัดการงานบัญชี จะส่งรายการปรับปรุงบัญชีและงบประมาณเข้าสู่ระบบ
                6. ผู้ใช้รายงาน จะรับรายงานทางการเงินและการบริหารที่ออกจากระบบ
3. ระบบบัญชีแยกประเภททั่วไป
                3.1 การบันทึกรายการปรับปรุง เป็นขั้นตอนการนำเข้ารายการปรับปรุงบัญชี ซึ่งอาจจะเป็นการปรับปรุงข้อผิดพลาดที่พบในการเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบสารสนเทศอื่น ๆ
                3.2 การผ่านรายการบัญชี เป็นขั้นตอนของการโอนรายการบัญชีจากสมุดรายวันทั่วไปเข้าสู่แฟ้มบัญชีแยกประเภท
                3.3 การปรับปรุงยอดคงเหลือ ภายในแฟ้มงบทดลองให้เป็นปัจจุบัน
                3.4 การออกรานงานการผ่านบัญชี เช่น รายงานงบทดลอง และบัญชีแยกประเภท
4. ระบบออกรายงานทางการเงิน
                4.1 การประมวลผลรายงาน เป็นขั้นตอนหลังจากผ่านบัญชีทุกบัญชีเรียบร้อยแล้ว โดยใช้รูปแบบมาตรฐานของรายงานทางการเงินที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า
                4.2 การพิมพ์รายงาน เป็นขั้นตอนหลังจากการประมวลผลรายงานเรียบร้อยแล้ว โดยจัดพิมพ์รายงานงานการเงินตามรูปแบบมาตรฐาน
                4.3 การปิดบัญชี เป็นขั้นตอนซึ่งทำหลังจากออกรายงานทางการเงินเรียบร้อยแล้ว ทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
5. ระบบออกรายงานทางการบริหาร
                5.1 การจัดเตรียมรูปแบบรายงาน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ อาจมีเครื่องมือจัดเตรียมรูปแบบรายงานเข้าช่วย
                5.2 การประมวลผลรายงาน เป็นขั้นตอนหลังจากที่ออกรายงานทางการเงินเสร็จสิ้นแล้ว และนำข้อมูลจากงบทดลองหลังปิดบัญชีมาทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม
                5.3 การพิมพ์รายงาน เป็นการพิมพ์รายงานที่เป็นผลลัพธ์จากการประมวลผลภายใต้รูปแบบรายงานทางการบริหารที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า
เทคโนโลยีทางการบัญชี
1.โปรแกรมสำเร็จรูปทางการบัญชี 
คือ ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ประเภทหนึ่งที่วางขายอยู่ในตลาดซอฟต์แวร์ ถูกพัฒนาขึ้นใช้เฉพาะกับงานด้านการบัญชี และจำเป็นต้องใช้กับระบบจัดการฐานข้อมูล เพื่อสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลทางการบัญชีที่มีประสิทธิภาพ
                โปรแกรมสำเร็จรูปทางการบัญชี คือ โปรแกรมที่เน้นการบันทึก การประมวลผลและการนำเสนอรายงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม ดังนั้น จึงควรมีคุณสมบัติ ดังนี้
                1. มีองค์ประกอบพื้นฐานของโปรแกรมครบถ้วน
                2. มีโปรแกรมอรรถประโยชน์
                3. ความสามารถของโปรแกรมในการเชื่อมต่อกับระบบปฏิบัติงาน
                4. มีความสามารถใช้การเชื่อมต่อข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบลูกข่าย-แม่ข่าย
                5. เป็นโปรแกรมที่มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง
                6. มีระบบการกำหนดรหัสผ่านหลายระดับ
                7. มีการสร้างแฟ้มหลัก
                8. มีระบบการรับเข้าข้อมูลและตรวจทางการรับเข้าข้อมูล
                9. การป้อนข้อมูลทางหน้าจอ ควรรับเข้าได้มากกว่าหนึ่งรายการ
                10. มีระบบป้องกันการผ่านบัญชีที่ผิดพลาด
                11. มีความยืดหยุ่นของการปิดงวดบัญชี
                12. มีโปรแกรมพิมพ์แบบฟอร์มเอกสารหรือรายงาน
                13. การโอนย้ายข้อมูลภายในระบบ เพื่อสร้างความคล่องตัว
2. การนำเสนองบการเงินทางอินเทอร์เน็ต
                คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งปะเทศสหรัฐอเมริกา ได้พัฒนาฐานข้อมูลเอดการ์ขึ้น เพื่อใช้เก็บรวบรวมรายงานทางการเงินของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ในรูปแบบที่เป็นข้อความ แต่ไม่สามารถนำรายงานทางการเงินของแต่ละบริษัทมาเปรียบเทียบกันได้
3. โปรแกรมการวางแผนทรัพยากรองค์การ
                คือ โปรแกรมสำเร็จรูปที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมการทำงานแบบลูกข่าย-แม่ข่าย โดยทำการเชื่อมโยงต่อกระบวนการทางธุรกิจภายในองค์การ ในส่วนการประมวลผลธุรกรรมของระบบสารสนเทศทางธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยมีการใช้ฐานข้อมูลรวมขององค์การเพียงฐานข้อมูลเดียว ผู้ใช้สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลได้ทันที พลพธู ปิยวรรณ และสุภาพร เชิงเอี่ยม

สรุป บทที่ 8 สารสนเทศทางการเงิน

บทที่ 8 สารสนเทศทางการเงิน
แนวคิดและความหมาย
O’brien  ได้ให้นิยามไว้ว่า ระบบสารสนเทศทางการเงิน หมายถึง ระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้สนับสนุนงานของนักบริหารธุรกิจ ในการตัดสินใจเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงิน รวมทั้งการจัดสรรและควบคุมทรัพยากรทางการเงินของธุรกิจ
Laudon and Laudon ได้ให้นิยามไว้ว่า ระบบสารสนเทศทางการเงิน หมายถึง ระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้สนับสนุนการจัดการทรัพย์สินด้านการเงิน เช่น เงินสด หุ้นสามัญ หุ้นกู้ และการลงทุนอื่น ๆ เพื่อให้รับผลตอบแทนสูงสุด ซึ่งแบ่งแกเป็น 3 ระบบย่อย ดังนี้
1. ระบบในระดับกลยุทธ์
2. ระบบในระดับบริหาร จัดหา
3. ระบบในระดับปฏิบัติการ
Stair and Reynolds ได้ให้นิยามไว้ว่า ระบบสารสนเทศทางการเงิน หมายถึง ระบบที่มีการนำเสนอสารนสนเทศทางการเงินให้แก่ผู้บริหารในองค์การ ตลอดจนกลุ่มบุคคลทั่วไปภายนอกองค์การที่จำเป็นต้องตัดสินใจรายวันทางการเงิน โดยมีจุดมุ่งหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ ดังนี้
1. รวบรวมสารสนเทศทางการเงินและปฏิบัติงาน
2. ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย ผ่านตัวกลาง คือ เว็บเพจทางอินทราเน็ต
3. เปิดโอกาสให้มีการวิเคราะห์ข้อมูลระยะสั้นตลอดเวลา
4. วิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินได้หลายมิติ
5. วิเคราะห์กิจกรรมทางการเงินทั้งในอดีตและปัจจุบัน
6. ติดตามและควบคุมการใช้เงินทุนตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน
การจัดการทางการเงิน
1. แนวคิดและความหมาย
เคียวน์, มาร์ติน, เพดดี และสก็อต  ได้ให้นิยามไว้ว่า การจัดการทางการเงิน หมายถึง กระบวนการซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาไว้ และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการตัดสินใจทางการเงิน เพื่อสร้างความมั่งคั่งสูงสุดให้แก่บริษัทและผู้ถือหุ้น
2. ขอบเขตงานทางการเงิน
มัลลิกา ต้นสอน และอดิศักดิ์ พันธ์หอม  ได้จำแนกขอบเขตานทางการเงินออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
2.1 ตลาดการเงิน จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบันทางการเงินหรือแหล่งจัดหาเงินทุนอื่น ๆ โดยจำแนกเป็น
2.1.1 ตลาดเงิน คือ ตลาดที่จำหน่ายหลักทรัพย์ รวมทั้งตราสารที่อายุไม่เกิน 1ปี
2.1.2 ตลาดทุน คือ ตลาดที่จำหน่ายหลักทรัพย์ รวมทั้งตราสารที่อายุเกิน 1 ปี โดยจำแนกเป็น ตลาดแรกและตลาดรอง
2.2 การลงทุน เป็นการตัดสินใจการลงทุนโดยคำนึงถึงการใช้เงินทุนที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด มาว่าจะเป็นการซื้อขาย หรือการครอบครองสินทรัพย์
2.3 การเงินธุรกิจ เป็นการจัดการทางการเงินในองค์การ
3. หน้าที่ทางการเงิน
3.1 การพยากรณ์และการ
3.2 การจัดหาเงินทุน
3.3 การจัดการลงทุน
3.4 การจัดการเงินทุน
3.4.1 การจัดการสภาพคล่อง
3.4.2 การจัดการเติบโต
3.4.3 การจัดการความเสี่ยง
4. เป้าหมายทางการเงิน
4.1 กำไรสูงสุด มักจะเน้นถึงประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากร โดยไม่คำนึงถึงการวัดผลกำไรของบริษัทแต่อย่างไร
4.2 ความมั่งคั่งสูงสุด มุ่งเน้นถึงมูลค่าตลาดของหุ้นสามัญที่สูงขึ้น รวมทั้งอัตราเงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้น
5. การตัดสินใจทางการเงิน
5.1 การตัดสินใจด้านการลงทุน โดยเริ่มต้นจากการกำหนดทรัพย์สินที่บริษัทจำเป็นต้องใช้ และจำนวนเงินลงทุนในทรัพย์สินทั้งหมดที่บ่งบอกถึงขนาดของบริษัท หลังจากนั้นจึงจำแนกส่วนประกอบของทรัพย์สินที่จำเป็นต้องมี
5.2 การตัดสินใจด้านการจัดหาเงินทุน จำเป็นต้องพิจารณาถึงสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
1. ส่วนผสมของเงินทุนที่จำเป็นต้องมี
2. แหล่งเงินทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว
3. สัดส่วนระหว่างหนี้สินและทุนที่เหมาะสม
4. ประเภทของการจัดหาเงินทุน
5. ต้นทุนของเงินทุนแต่ละประเภท
5.3 การตัดสินใจด้านนโยบายเงินปันผล
สารสนเทศทางการเงิน
1. แนวคิดและความหมาย
สารสนเทศทางการเงิน หมายถึง สารสนเทศที่ได้จากการประมวลผลของระบบสารสนเทศทางการเงิน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลและสารสนเทศจากทั้งภายในและภายนอกองค์การ ตลอดจนสารสนเทศด้านอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และนโยบายทางการเงินของรัฐบาล โดยใช้สารสนเทศเหล่านี้สนับสนุนกิจกรรมทางการเงิน
2. การจำแนกประเภท
2.1 สารสนเทศเชิงปฏิบัติการ คือ สารสนเทศที่ได้จากการปฏิบัติงานด้านการรับและการจ่ายเงินสด การจัดหาและการใช้ทุน ตลอดจนการลงทุนในสินทรัพย์ ดังนี้
2.1.1 สารสนเทศด้านกระแสเงินสด ซึ่งบ่งบอกถึงแหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุน รวมทั้งยอดคงเหลือของเงินสดในมือ โดยนำเสนอในรูปแบบวบกระแสเงินสด
2.1.2 สารสนเทศด้านเงินทุน คือ สารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาเงินทุนไว้ใช้จ่ายในกิจการ ตลอดจนการใช้เงินทุนเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ โดยใช้สารสนเทศจากแหล่งข้อมูลภายนอก
2.1.3 สารสนเทศด้านการลงทุน คือ สารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
2.2 สารสนเทศเชิงบริหาร คือ สารสนเทศที่ใช้สนับสนุนงานการบริหารและการจัดการทางการเงิน
2.2.1 สารสนเทศด้านการพยากรณ์ทางการเงิน คือ สารสนเทศที่ได้จากการคาดคะเนเหตุการณ์ทางการเงินในอนาคต ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ
2.2.2 สารสนเทศด้านงบประมาณเงินสด คือ สารสนเทศที่ได้จากการนำข้อมูลกระแสเงินสดในอดีต มาจัดทำแผนงบประมาณเงินสดที่เกี่ยวดับรายได้และค่าใช้จ่ายในอนาคต เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ
2.2.3 สารสนเทศด้านงบประมาณลงทุน คือ สารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับแผนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภททุนภายใต้โครงสร้างต่าง ๆ โดยมีการประมาณการกระแสเงินสดรับและจ่ายโครงการลงทุนในอนาคต
2.2.4 สารสนเทศด้านวิเคราะห์ทางการเงิน คือ สารสนเทศที่ใช้สำหรับสนับสนุนหน้าที่งานด้านต่าง ๆ ทางการเงิน โดยใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ด้านต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์ความเสี่ยง
2.2.5 สารสนเทศด้านควบคุมทางการเงิน คือ สารสนเทศที่ใช้สนับสนุนงานด้านการควบคุมงบประมาณ การตรวจสอบทางการเงิน
2.3 สารสนเทศภายนอกองค์การ คือ สารสนเทศที่ได้จากกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลจากสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ
2.3.1 สารสนเทศจากตลาดการเงิน คือ สารสนเทศที่ได้จากตลาดเงินและตลาดทุนที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์และตราสารทางการเงินต่าง  
2.3.2 สารสนเทศด้านนโยบายของรัฐ คือ สารสนเทศที่หน่วยงานของรัฐบัญญัติขึ้นเพื่อใช้ควบคุมสภาวะทางการเงินภายในประเทศ รวมทั้งบทลงโทษต่อผูกระทำความผิด
กระบวนการทางธุรกิจของระบบสารสนเทศ
1. ระบบวางแผนทางการเงิน
                คือ ระบบที่มุ่งเน้นถึงการจัดการสินทรัพย์ทางการเงินที่เหมาะสม โดยมีการวางแผนด้านการจัดหาเงินทุนจากแหล่งต่าง ๆ ตลอดจนมีการใช้เงินทุนที่จัดหามาได้เพื่อการดำเนินงานและการลงทุนภายในกิจการ อีกทั้งยังต้องมีการวางแผนทางการเงินในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว ซึ่งจำแนกได้เป็น3 ระบบย่อย ดังนี้
1.1 ระบบพยากรณ์ทางการเงิน
1.2 ระบบงบประมาณเงินสด
1.3 ระบบงบประมาณลงทุน
2. ระบบจัดการทางการเงิน
 มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งจะต้องอาศัยปัจจัยหลายด้านประกอบกัน เพื่อการบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ สามารถจำแนกได้เป็น 4 ระบบย่อย ดังนี้
2.1 ระบบจัดหาเงินทุน
2.2 ระบบจัดการเงินทุน
2.3 ระบบจัดการเงินลงทุน
                2.4 ระบบจัดการเงินสด
3. ระบบประมวลผลธุรกรรมทางการเงิน
เป็นระบบพื้นฐานของระบบสารสนเทศทางการเงิน โดยเฉพาะในส่วนของการรับและจ่ายเงินสดภายในธุรกิจทั้งด้านการจัดหาสินทรัพย์ การลงทุน และการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายของหน่วยงานต่าง ๆ โดยธุรกิจอาจใช้วิธีการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร
4. ระบบวิเคราะห์ทางการเงิน
 คือ ระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้สนับสนุนงานด้านการวางแผนทางการเงิน การจัดหาเงินทุน การจัดสรรเงินทุน และเงินลงทุนต่าง ๆ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย Turban et al.  ได้ยกตัวอย่างรูปแบบการวิเคราะห์ทางการเงิน 3 รูปแบบ คือ
4.1 การวิเคราะห์ความเสี่ยง
                4.2 การวิเคราะห์กำไร
                4.3 การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน
 5. ระบบควบคุมทางการเงิน
คือ การที่ธุรกิจไม่สามารถพยากรณ์หรือควบคุมเงินสดให้เพียงพอต่อการใช้งาน ตลอดจนการฉ้อฉล Turban et al.  ได้จำแนกรูปแบบการควบคุมได้ ดังนี้
5.1 การควบคุมงบประมาณ
5.2 การตรวจสอบ
5.3 การบริหารผลการดำเนินงานทางธุรกิจ
เทคโนโลยีทางการเงิน
1. โปรแกรมสำเร็จรูปทางการเงิน
คือ ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ประเภทหนึ่งซึ่งถูกพัฒนาขึ้นใช้เฉพาะกับงานด้านการประมวลผลธุรกรรมทางการเงิน ตัวอย่างเช่น
1.1 โปรแกรมสำเร็จรูปด้านจัดการทางการเงิน Turban et al.  ได้ยกตัวอย่างโปรแกรมแมส 90 และแมส 200 ซึ่งมีการรวมมอดูลของระบบงานด้านต่าง ๆ เข้าด้วยกันกับมอดูลด้านบัญชีและมอดูลด้านการสื่อสารข้อมูลเพื่อการเชื่อมโยงข้อมูลเท่าที่จำเป็นระหว่างมอดูล
1.2 โปรแกรมสำเร็จรูปด้านงบประมาณ คือ โปรแกรมที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนงานด้านงบประมาณ โดยอาจจะพัฒนาระบบสารสนเทศบนเว็บเพื่อสนับสนุนงานด้านการจัดเตรียมและการควบคุมงบประมาณ
1.3 โปรแกรมสำเร็จรูปด้านจัดการค่าใช้จ่ายเดินทางอัตโนมัติ คือ โปรแกรมที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อนำเข้าข้อมูลและประมวลผลค่าใช้จ่ายการเดินทาง และค่าใช้จ่ายด้านการเลี้ยงรอบรับต่าง ๆ
2. ระบบประยุกต์ด้านอีคอมเมิร์ช
2.1 ระบบการแลกเปลี่ยนหุ้นส่วนกลาง โดยปกติของตลาดการเงินทั่วโลกจะมีความเคลื่อนไหวตลอด 24 ชั่วโมง จึงมีการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการกระจายด้านการแลกเปลี่ยนหุ้น
2.2 ระบบจัดการสกุลเงินตราต่างประเทศ ดังนั้น รายงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสกุลเงินตราต่างประเทศจึงต้องจัดทำบ่อยครั้งเท่าที่ผู้ใช้ต้องการ
2.3 ระบบหุ้นกู้อิเล็กทรอนิกส์ สนับสนุนงานด้านการตลาดและการจัดจำหน่ายหุ้นกู้บนอินเทอร์เน็ต
2.4 ระบบนำเสนอเช็คคืนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นส่วนหนึ่งของระบบสารสนเทศด้านการจัดการเงินสดอัตโนมัติ ซึ่งมีโมดูลของการรวบรวมเช็คต่างธนาคารเข้าด้วยกัน
2.5 ระบบนำเสนอใบเรียกเก็บเงิน และการจ่ายชำระตามใบเรียกเก็บเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีระบบสนับสนุนด้านบริการจ่ายชำระบิลค่าซื้อจากธุรกิจอื่นอย่างง่าย และระบบยังสามารถคำนวณ พิมพ์ นำเสนอบิลค่าซื้อต่อผู้ใช้บริการได้
3. เทคโนโลยีด้านการรับชำระหนี้
3.1 บัตรเครดิต คือ การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งสำหรับชำระหนี้ค่าสินค้าหรือบริการ การใช้บัตรเครดิตนี้เป็นผลดีต่อร้านค้าในกรณีที่สามารถลดความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระหนี้
3.2 บัตรเดบิต คือ การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์อีกรูปแบบหนึ่ง ซึง่ระบบจะยินยอมให้ร้านค้าโอนเงินจากบัญชีผู้ซื้อเข้าสู่บัญชีผู้ขายทันทีที่เกิดรายการค้าขึ้น
3.3 ตู้ไปรษณีย์เช่าอิเล็กทรอนิกส์ วิธีนี้สามารถลดความเสี่ยงจากการรับชำระหนี้และลดระยะเวลาเรียกเก็บเงินได้เป็นอย่างดี
3.4 เช็คที่ได้รับอัตโนมัติล่วงหน้า อาจนำมาใช้แทนตู้ไปรษณีย์เช่าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเร่งระยะเวลาเรียกเก็บเงินที่รวดเร็วขึ้น
3.5 เช็คอิเล็กทรอนิกส์ ทุกครั้งที่มีการรับส่งเช็คอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่าย จะต้องมีการเข้ารหัสลับ และสามารถสืบหาผู้สั่งโอนเงินหรือตัดบัญชีได้
3.6 เงินสดอิเล็กทรอนิกส์ ธนาคารหรือสถาบันทางการเงินจะทำการใส่วงเงินสู่กระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้า เมื่อใดมีการใช้เงินจะตัดเงินออกจากกระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์นี้
3.7 การโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ ผลดี คือ ธุรกิจสามารถปรับปรุงการพยากรณ์ทางการเงินและการจัดการเงินสดที่ดีขึ้นได้
3.8 ระบบธนาคารศูนย์กลาง มักใช้สำหรับธุรกิจที่มีสำนักงานขายกระจายอยู่หลายแห่ง
4. การทำเหมืองข้อมูลทางการเงิน
4.1 ระบบเข้าถึงรายงานทางการเงินและเศรษฐกิจ การตัดสินใจของผู้บริหาร จะต้องประเมินรายงานทางการเงินและเศรษฐกิจของโลก ปัจจุบันมีการเปิดเว็บไซต์ให้ผู้ลงทุนสามารถใช้เป็นเครื่องมือเข้าถึงข้อมูลทางการเงิน
4.2 ระบบวิเคราะห์ทางการเงิน สามารถทำได้โดยใช้โปรแกรมแผ่นตารางทำการ หรือโปรแกรมสนับสนุนการตัดสินใจ ที่เน้นการตัดสินใจทางการเงินโดยเฉพาะ หรืออาจมีการใช้ความเป็นจริงเสมือน
4.3 ระบบบริหารโซ่คุณค่าทางการเงิน คือ พื้นที่อีกด้านหนึ่งของการวิเคราะห์ทางการเงิน ที่ถูกนำมาเชื่อมต่อกับการวิเคราะห์ข้อมูลด้านปฏิบัติการ โดยมีการวิเคราะห์ในทุก ๆ หน้าที่งานด้านการเงิน

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แบบฝึกหัดบทที่ 7ระบบสารสนเทศทางการตลาด

แบบฝึกหัดที่ 7
 1. จงยกตัวอย่างกิจกรรมทางการตลาดที่สัมพันธ์กับการส่งมอบคุณค่าเพื่อลูกค้า
 ตอบ   ตัวอย่าง เช่น  การบริการลูกค้า  การสร้างคุณค่าของตราสินค้าให้ลูกค้ามีความจงรักภักดีในตราสินค้าของเรา
 2.การนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ทางการตลาดเป็นการส่งเสริมองค์ประกอบใดทางการตลาด
 ตอบ    เป็น การส่งเสริมด้านการโฆษณา การสนับสนุนลูกค้าหรือการทดสอบผลิตภัณฑ์ ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าบน เว็บโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วน บุคคล ณ ที่บ้านหรือสำนักงานก็ได้
 3.ท่านคิดว่าธุรกิจควรทำอย่างไรจึงจะสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาวได้
 ตอบ    1. ผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานมีคุณภาพ
             2. มีการประชาสัมพันธ์หรือการติดต่อกับลูกค้าเป็นประจำ
             3. สร้างแบรนสินค้าให้เป็นที่รู้จักและลูกค้ามีความจงรักภักดี
             4. มีการบริการหลังการขายอยู่เสมอ
 4.จงอธิบายแนวทางการใช้สารสนเทศทางการตลาดสำหรับการเลือกคุณค่า การจัดหาคุณค่า และการสื่อสารคุณค่า
 ตอบ    แนวทางการใช้สารสนเทศทางการตลาดในการเลือกคุณค่า คือ องค์กรจะต้องทำการวิเคระห์ เพื่อทำความเข้าใจในความจำเป็นและความต้องการของลูกค้า  และทำการแบ่งส่วนตลาด เพื่อการกำหนดถึงตลาดเป้าหมาย และการวางตำแหน่งทางการตลาดในการสร้างผลิตภัณฑ์ให้มีความ แตกต่างจากคู่แข่งขันอยู่เสมอ
               ส่วนของการจัดหาคุณค่า  องค์การจะต้องอาศัยกระบวนการพัฒนาส่วนประสมการตลาดในส่วนของ ผลิตภัณฑ์ ราคา และช่องทางการจำหน่ายเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือก ซื้อสินค้า
                การสื่อสารคุณค่า  องค์การจะต้องอาศัยกระบวนการพัฒนาส่วนประสมทางการตลาดการสื่อสารถึงข้อดี ของสินค้าตลอดจนทำการชักชวนให้ลูกค้าในตลาดเป้าหมายซื้อผลิตภัณฑ์ โดยการสร้างรูปแบบต่างๆ เช่น การโฆษณา การขายโดยบุคคล เป็นต้น
 5. กระบวนการธุรกิจของระบบสารสนเทศทางการขายจะต้องมีการเชื่อมโยงด้านข้อมูลของระบบใดไว้ด้วยกันบ้าง
 ตอบ    ระบบ สารสนเทศทางการผลิตในส่วนของข้อมูลสินค้าคงคลังและข้อมูลอื่นๆทางการผลิต ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์ในส่วนประวัติการซื้อและการชำระเงินของลูกค้า ระบบโลจิสติกส์ในส่วนการรับสินค้าขาเข้าและการส่งออกขาออก
 6.จงอธิบายวัตถุประสงค์ของการใช้โปรแกรมการจัดการลูกค้าสัมพันธ์
 ตอบ    วัตถุประสงค์หลัก  คือ การเพิ่มรายได้ให้กับองค์การ การสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้า  และช่วยสร้างข้อเสนอที่ดีสำหรับลูกค้าแต่ละรายหรือแต่ละกลุ่ม  รวมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพทางด้านงานบริการ
 7.ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์ที่ดี ควรจะมีการเชื่อมโยงเข้ากับระบบงานใดเพื่อเป็นการขยายขีดความสามารถของระบบให้สูงขึ้น  เพราะเหตุใด    
 ตอบ    โปรแกรม จัดการลูกค้าสัมพันธ์ โปรแกรมวางแผนทรัพยากรองค์การ ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์บนเว็บ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการงานด้านการพบปะลูกค้าและความสามารถด้าน การเก็บรวบรวมข้อมูลของลูกค้า การแนะนำสินค้าใหม่ให้กับลูกค้าเป็นต้น
   8.ระบบวิจัยการตลาดจะช่วยสนับสนุนด้านข้อมูลแก่ระบบงานใดบ้าง จงอธิบาย
  ตอบ    การกำหนดราคา  การพัฒนาผลิตภัณฑ์  ช่องทางการจัดจำหน่าย  และการสื่อสารการตลาด
 9.จงยกตัวอย่างนวัตกรรมด้านร้านค้าปลีกที่ท่านพบเห็นในประเทศไทย
 ตอบ   เซ่เว่น  บิ๊กซี  โลตัน อื่นๆ
  10. ตัวแบบการตัดสินใจทางการตลาดจะเกี่ยวข้องกับระบบสนับสนุนตัดสินใจอย่างไร
 ตอบ    เนื่อง จากตัวแบบการตัดสินใจทางการตลาดและระบบสนับสนุนทางการตลาดนั้นมีการเชื่อม โยงกันในด้านการเก็บข้อมูล การวางระบบ โดยการประสานกันของเครื่องมือทางสถิติ เพื่อช่วยให้องค์การสามารถเก็บรวบรวมและแปลความหมายของสารสนเทศทางการตลาด เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานของการดำเนินด้านการตลาดต่อไป

แบบฝึกหัดบทที่ 6

แบบฝึกหัดบทที่ 6
 1. จงอธิบายเป้าหมายทางการผลิตทั้งในส่วนของธุรกิจและองค์การคู่ค้า
= เป้าหมายของผู้ผลิต คือ การผลิตสินค้าและบริการให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการผลิตสินค้าและตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด
                เป้าหมายองค์การคู่ค้า คือ การซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในอัตราที่มีปริมาณมากและราคาถูกเพื่อที่จะนำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค
2. จงยกตัวอย่างการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้กับงานด้านการผลิต
                = การใช้ระบบบนเว็บที่ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์จักรยาน เป็นต้น
3. การดำเนินธุรกิจผลิตสินค้าและธุรกิจบริการมีการจัดการผลิตต่างกันอย่างไร
                = ธุรกิจผลิตสินค้า คือ ธุรกิจที่มีการนำวัตถุดิบที่ยังไม่ผ่านการแปรสภาพนำมาผลิตเป็นสินค้า
                ธุรกิจบริการ คือ การนำสินค้าที่ได้จากฝ่ายผลิตสินค้านำมาบริหารจัดการทางด้านการตลาดเพื่อให้มีผลกำไรที่เพิ่มขึ้น
4. ธุรกิจมีการใช้ระบบสารสนเทศด้านการวางแผนการผลิตอย่างไร
                = 1. การวางแผนการปฏิบัติการในด้านการผลิต การควบคุมคุณภาพ การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการผลิต
                2. ด้านการจัดการโลจิสติกส์หรือการขนส่งสินค้าไปยังผู้ขายสินค้าดังรายละเอียดต่อไปนี้
                                ขั้นตอนที่ 1 คือ การดำเนินการผลิต
                                ขั้นตอนที่ 2 การควบคุมคุณภาพในการผลิต
                                ขั้นตอนที่ 3 การควบคุมคุณภาพหลังจากเสร็จสิ้นในขั้นตอนที่ 2 ก็จะเป็นเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าทั้งสามระบบมี ความเกี่ยวข้องกันในกระบวนการผลิตสินค้า
5. ระบบสารสนเทศทางการผลิตมีการเชื่อมโยงข้อมูลกันในแต่ละระบบย่อยอย่างไร
                = มีกระบวนการผลิตที่เป็นระบบซึ่งในแต่ละระบบจะทำหน้าที่ของใครของมันโดยการไล่ตั้งแต่กระบวนการผลิตที่อยู่ล่างสุดไล่มาจนถึงบนสุด
6. เพราะเหตุใดจะต้องมีการออกแบบกระบวนการผลิตที่สอดคล้องกับคำสั่งซื้อของลูกค้า
                = เนื่องจากเป็นการผลิตแบบเป็นล็อตหรือผลิตในปริมาณน้อยซึ่งให้ตรงกับออเดอร์ที่ลูกค้าสั่ง อีกทั้งการผลิตแบบนี้สามารถทำการได้เปรียบทางการแข่งขันจากคู่แข่งขันได้
7. การจัดการโลจิสติกส์ทางการผลิตมุ่งเน้นถึงการจัดการงานส่วนใดบ้าง
                = การคอมพิวเตอร์ข่ายผลิต การผลิตแบบผสมผสานด้วยคอมพิวเตอร์และการผลิตแบบยืดหยุ่น
8. ปัจจุบันการจัดการซุอุปทานถูกนำมาทดแทนการจัดการโลจิสติกส์ได้หรือไม่
                = ได้ เนื่องจากการจัดการโลจิสติกส์ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการโซ่อุปทาน ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้สามารถนำมาใช้แทนกันได้ คือ สามารถเลือกใช้ระบบใดระบบหนึ่งได้หรือจะนำทั้งสองระบบมาประยุกต์ใช้รวมกันก็ได้
9. จงยกตัวอย่างการใช้สารสนเทศจากภายนอกองค์การ
                = 1.สารสนเทศด้านผู้ขายวัสดุ
                2. สารสนเทศด้านผู้ขนส่งวัสดุ
10. จงยกตัวอย่างธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีทางการผลิตที่ท่านพบเห็นในประเทศไทย
                = บริษัท CP RAM (ในเครือเจริญโภคภัณฑ์)

แบบฝึกหัดบทที่5

แบบฝึกหัดบทที่5

1.จงยกตัวอย่างผู้ใช้สารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์มาสัก 2 ตัวอย่าง
     ตอบ ตัวอย่าง เช่น มนุษย์มีการนำเทคโนโลยีด้านต่างๆ มาช่วยในการวางแผนอัตรากำลังคน เช่นเป็นเครื่องมือกำหนดความต้องการของบุคลากรขององค์การที่ตรงกับความต้องการของแต่ละงาน และนำมาช่วยในการจ่ายค่าจ้างและเงินเดือน
2.จงเปรียบเทียบความแตกต่างของการบริหารงานบุคคลและการบริหารทรัพยากรมนุษย์
     ตอบ  การบริหารงานบุคคล คือ กระบวนการในการสรรหา คัดเลือกและบรรจุบุคคลที่เหมาะสมเข้าทำงานในองค์การในจำนวนที่เพียงพอและเหมาะสม ส่วนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ คือ การนำหลักการบริหารงานบุคคล มาใช้เพื่อเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ของการดำเนินงาน และพฤติกรรมของบุคคลในองค์การ
3.จากหลักการ 4ข้อและภารกิจ4 ประการของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ท่านคิดว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่อย่างไร
     ตอบ มีความสอดคล้องกัน จากหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์และภารกิจด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ สามารถใช้เป็นแนวทางได้การระบุขอบเขตงานของระบบสารสนเทศบริหารทรัพยากรมนนุษย์ที่มีความสอดคล้องกันได้ เพื่อการนำเสนอสารสนเทศที่สนองความต้องการของผู้ปฏิบัติงาน
4.หากธุรกิจแห่งหนึ่งมีการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ดี มีประสิทธิภาพท่านคิดว่าธุรกิจนั้นจะได้รับประโยชน์อย่างไร
      ตอบ        1. ผู้บริหารสามารถเพิ่มขีดความสามารถด้านการวางแผนทรัพยากรองค์การ
                      3.ผู้บริหารสามารถจัดสรรบุคลากรให้เหมาะสมกับงาน
                      4.บุคลากรจะได้รับการพัฒนาตนเองทั้งส่วนความรู้และความสามารถ
                      5.บุคลากรทำงานได้เต็มศักยภาพ
                      6.บุคลากรจะได้รับการปรับปรุงคุณภาพชีวิต เป็นต้น
5. จงยกตัวอย่างสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่นำเสนอต่อผู้บริหารระดับกลางในองค์การ
     ตอบ ตัวอย่าง เช่น สารสนเทศด้านการสรรหา คือ การสรรหาบุคลากรที่เข้ามาทำงานให้มีความรู้ความสามารถ มีความเหมาะสมกับตำแหน่งงาน เป็นต้น
6.สารสนเทศด้านการเจรจาต่อรองแรงงานมักมีผลประโยชน์ต่อองค์การแลบุคลากรอย่างไร  
     ตอบ บุคลากร เกิดความมั่นใจทางสายงานต่างๆ เช่น ค่าแรงงาน สวัสดิการต่างๆที่องค์การควรที่จะให้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับบุคลากร เป็นต้น
7.ท่านคิดว่าจะมีการใช้เทคโนโลยีใดอย่างแพร่หลายมากขึ้นในอนาคต เพราะเหตุใด
     ตอบ เทคโนโลยี สารสนเทศ เนื่องจากในการทำงานของมนุษย์ในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยทุ่นแรงในการทำงานมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถลดข้อผิดพลาดได้มากกว่าการใช้แรงงานมนุษย์และ เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
8.จงอธิบายกระบวนการทางธุรกิจของระบบการสรรหาและคัดเลือก
     ตอบ ระบบสรรหา หมายถึง ระบบที่เก็บรวบรวมข้อมูลผู้สมัครงานที่มีคุณสมบัติตรงกับคุณลักษณะเฉพาะของตำแหน่งงานที่ว่าง
                ระบบ คัดเลือก หมายถึง การเลือกผู้สมัครงานที่ได้รับจดหมายเรียกสัมภาษณ์งานเข้ามารับการสอบ สัมภาษณ์กับบริษัทหลังจากนั้นจะทำการประชุมเพื่อสรุปผลการสัมภาษณ์ส่งให้กับ เจ้าหน้าที่ เพื่อโอนย้ายข้อมูลผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกและออกจดหมายแจ้งผลการ สัมภาษณ์ส่งต่อให้ผู้สมัครเพื่อรับทราบผลการดำเนินต่อไป
9.จงยกตัวอย่างการใช้งานอินทราเน็ตในองค์การสำหรับงานด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
     ตอบ ตัวอย่าง เช่น บริการรับสมัครบุคลากรเข้าสู่แผนประกันภัย แผนการตรวจสุขภาพ แผนการออมทรัพย์ เป็นต้น
10.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์มีส่วนช่วยเพิ่มทุนทางปัญญาขององค์การในแง่ใดจงอธิบาย
     ตอบ การ พัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมตามความต้องการขององค์การและบุคลากรในองค์การอีกทั้งการ เรียนอิเล็กทรอนิกส์ยังช่วยอธิบายคำสอนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งเป็นการสอน ที่ง่ายและสะดวกขึ้น การเรียนแบบนี้เป็นการพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากรให้เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถและปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มศักยภาพอีกด้วย